ถ้าคุณใช้บัญชีธนาคารเดียวกันสำหรับค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว และเงินที่รับจากลูกค้า — นี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในหมู่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและฟรีแลนซ์ไทย
ผลเสียของการใช้บัญชีปนกัน
ไม่รู้ว่าธุรกิจกำไรจริงไหม ถ้าเงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ คุณจะไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดว่าธุรกิจมีกำไรเท่าไหร่ เพราะตัวเลขถูกรบกวนด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว
คำนวณภาษีผิดพลาด สรรพากรดูรายการเดินบัญชี ถ้าปนกัน ต้องใช้เวลามากในการแยก และอาจถูกตีความว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นรายได้ธุรกิจ
ขอสินเชื่อธุรกิจลำบาก ธนาคารดู statement ธุรกิจ ถ้าปนกับเงินส่วนตัวจะดูไม่เป็นระบบ โอกาสได้รับสินเชื่อน้อยลง
วิธีแยกง่ายที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่

ขั้นที่ 1 — เปิดบัญชีธนาคารแยก
เปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีนี้ และจ่ายค่าใช้จ่ายธุรกิจออกจากบัญชีนี้เท่านั้น
ขั้นที่ 2 — กำหนด "เงินเดือน" ตัวเอง
แทนที่จะเบิกเงินธุรกิจได้ตามใจ ให้ตั้งกฎว่าจะโอนเงินจากบัญชีธุรกิจมาบัญชีส่วนตัวเดือนละครั้ง ในจำนวนคงที่ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
ขั้นที่ 3 — ค่าใช้จ่ายที่ใช้ปนกัน
บางรายการเช่นค่าโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต ใช้ทั้งส่วนตัวและงาน ให้กำหนดสัดส่วนชัดเจน เช่น 60% งาน 40% ส่วนตัว แล้วบันทึกคงที่แบบนั้นทุกเดือน
ถ้าปะปนกันมานาน เริ่มแยกตอนนี้ยังไหว?
ได้เสมอ แต่ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี ขั้นตอนคือ:
- เปิดบัญชีธุรกิจใหม่วันนี้
- แจ้งลูกค้าให้โอนเข้าบัญชีใหม่นับจากนี้
- ย้อนหลังเดือนที่ผ่านมา ไล่ดู statement แยกรายการที่เป็นธุรกิจออก
- นับจากเดือนหน้าเป็นต้นไปใช้บัญชีแยกอย่างเคร่งครัด
ไม่จำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แค่เริ่มแยกได้เลยดีกว่าไม่ทำ
คำถามที่พบบ่อย
ฟรีแลนซ์รายได้น้อย จำเป็นต้องแยกบัญชีไหม? จำเป็น ยิ่งรายได้น้อย ยิ่งต้องรู้ว่าเงินไปไหน การแยกบัญชีช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น
ต้องเปิดบัญชีนิติบุคคลไหม? ถ้ายังไม่ได้จดบริษัท ใช้บัญชีออมทรัพย์ส่วนบุคคลแยกต่างหากก็ได้ แค่ให้มีบัญชีที่ใช้เฉพาะธุรกิจ
ถ้าลูกค้าโอนเงินมาบัญชีส่วนตัวจะทำอย่างไร? โอนย้ายทันทีไปบัญชีธุรกิจ และบันทึกว่าเป็นรายได้ธุรกิจ วันไหนทำได้ให้แจ้งลูกค้าเปลี่ยนบัญชีปลายทาง
ลองใช้งานได้เลย
แค่แชะ...... ก็จบ @Bainy
ให้ Bainy จัดการรายรับ-รายจ่ายให้คุณ เริ่มฟรีทันที ไม่ต้องผูกบัตร
เริ่มต้นใช้งานฟรี