ฟีเจอร์แพ็กเกจคู่มือการใช้งานเกี่ยวกับเราบทความ
กลับไปบทความทั้งหมด

Cashflow คืออะไร และทำไม SME ถึงล้มเพราะขาด Cashflow แม้กำไรดี

ธุรกิจกำไรบนกระดาษแต่เงินสดไม่พอใช้ คือปัญหาที่ฆ่า SME มากกว่าการขาดทุน บทความนี้อธิบาย cashflow ให้เข้าใจง่าย พร้อมวิธีติดตามแบบที่ทำได้จริง

2 พฤษภาคม 2568อ่าน 1 นาที

ธุรกิจจำนวนมากปิดตัวไม่ใช่เพราะไม่มีกำไร แต่เพราะ ไม่มีเงินสดจ่ายค่าใช้จ่ายตอนที่ต้องการ นี่คือความแตกต่างระหว่างกำไรและ cashflow ที่เจ้าของ SME ทุกคนต้องเข้าใจ

Cashflow คืออะไร

Cashflow หรือ กระแสเงินสด คือการไหลเข้า-ออกของเงินสดจริงๆ ในธุรกิจ

  • Cashflow บวก: เงินเข้ามากกว่าออก มีเงินสดเหลือในมือ
  • Cashflow ลบ: เงินออกมากกว่าเข้า ต้องหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่าย

ทำไมกำไรดีแต่ Cashflow ติดลบได้

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยมาก:

บริษัทรับงานโปรเจกต์ 500,000 บาท ส่งงานแล้ว แต่ลูกค้าขอจ่ายใน 60 วัน ระหว่างนั้น ยังต้องจ่าย:

  • เงินเดือนพนักงาน
  • ค่าเช่าสำนักงาน
  • ค่าวัสดุโปรเจกต์ถัดไป

ถ้าไม่มีเงินสำรอง ธุรกิจนี้อาจเจ๊งได้ทั้งที่มีกำไรในบัญชี


3 ประเภท Cashflow ที่ต้องรู้

Operating Cashflow

เงินสดจากการดำเนินธุรกิจปกติ — รับจากลูกค้า จ่ายให้ซัพพลายเออร์ จ่ายเงินเดือน นี่คือตัวที่สำคัญที่สุด ถ้าติดลบต่อเนื่องแสดงว่าโมเดลธุรกิจมีปัญหา

Investing Cashflow

เงินที่ใช้ซื้อสินทรัพย์ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ ติดลบได้ถ้ากำลังขยายธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป

Financing Cashflow

เงินจากการกู้ยืม, เพิ่มทุน หรือการจ่ายคืนหนี้ การกู้เพิ่มทำให้ตัวนี้บวก แต่ดอกเบี้ยจะไปกดดัน operating cashflow ในอนาคต


วิธีติดตาม Cashflow สำหรับ SME

ไม่จำเป็นต้องมีระบบซับซ้อน แค่รู้ตัวเลขพื้นฐานนี้ทุกเดือน:

1. เงินสดต้นงวด — มีเงินในบัญชีธุรกิจเท่าไหร่ 2. เงินสดรับ — รับจากลูกค้าจริงๆ เดือนนี้เท่าไหร่ (ไม่ใช่ยอดที่ invoice ออก) 3. เงินสดจ่าย — จ่ายออกไปทั้งหมดเท่าไหร่ 4. เงินสดปลายงวด — ต้นงวด + รับ - จ่าย = เหลือเท่าไหร่

ถ้าตัวเลขปลายงวดลดลงทุกเดือน ต้องหาสาเหตุก่อนที่จะวิกฤต


สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

  • ยอดขายเพิ่มแต่เงินในบัญชีลดลง
  • ต้องกู้เงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน
  • จ่ายซัพพลายเออร์ล่าช้ากว่ากำหนดบ่อยขึ้น
  • ลูกค้าจ่ายช้า แต่ตัวเองต้องจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลา

วิธีจัดการ Cashflow ให้ดีขึ้น

ลดระยะเวลาเก็บเงินจากลูกค้า เสนอส่วนลด 1-2% ถ้าลูกค้าจ่ายเร็ว หรือขอ deposit ก่อนเริ่มงาน

เจรจาขยายเครดิตกับซัพพลายเออร์ ถ้าลูกค้าให้เครดิต 60 วัน พยายามให้ซัพพลายเออร์ให้เครดิตอย่างน้อย 30-45 วัน

เก็บ cash reserve ไว้อย่างน้อย 1-3 เดือน เงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ 1-3 เดือน ช่วยให้รับมือกับเดือนที่รายรับน้อยกว่าปกติได้

ลองใช้งานได้เลย

แค่แชะ...... ก็จบ @Bainy

ให้ Bainy จัดการรายรับ-รายจ่ายให้คุณ เริ่มฟรีทันที ไม่ต้องผูกบัตร

เริ่มต้นใช้งานฟรี